in ชีวิต

ฉันเวอร์ชั่นวันนี้ “ต้องดีกว่า” เวอร์ชั่นเมื่อวาน

จำได้ว่าสมัยเป็นเด็กประถมนั้น ตัวเองเป็นคนที่ค่อนข้างไม่ได้เรื่อง เรียนไม่เก่ง ไม่เอาถ่าน ไม่เอาอะไรเลย ใช้ชีวิตไปวันๆ ชอบอ่านการตูน สมัยนั้นอ่านหนังสือขายหัวเราะกับมหาสนุก เล่มไม่ถึง 10 บาท นะถ้าจำไม่ผิด

เลยได้รับแรงบรรดาลใจให้หัดวาดการ์ตูน ตั้งแต่วาดเป็นตัวขี้ก้างหัวไม้ขีด แล้วเริ่มวาดเลียนแบบการ์ตูนญี่ปุ่นพวก ดรากอนบอล อาราเล่ เรื่อยมาจนถึง ป.6 แต่ด้วยความที่โรงเรียนที่เรียนยังไม่มีระดับมัธยมจึงต้องมีการย้ายที่เรียน

และก็เกิด “จุดเปลี่ยนครั้งแรก” แบบงงๆ

จู่ๆตอนนั้นก็คิดอะไรขึ้นมาอย่างนึงว่าอยากจะ แสดงเหมือนพวกคณะตลกตามคาเฟ่สมัยนั้นให้รุ่นน้องได้ดู ก่อนเราจะย้ายไปเรียนต่อ (ไม่รู้เพราะดูพวกวีดีโอตลกบ่อยไปไหมนะ คิดได้…)

ผมกับเพื่อนอีก 3-4 คนหลังเลิกเรียกเราก็ไปซ้อมมุกกันทุกวัน นึกแล้วสนุกดี ผ่านมา 2 เดือนก็ถึงเวลาขึ้นเวที วันนั้นดันไม่สบาย แต่มาโรงเรียนนะบอกเพื่อนว่า “เอ้ยกูไม่ไหวแล้วว่ะ พวกมึงขึ้นไปเถอะ” แต่เพื่อนๆบอกว่าถ้า ผมไม่ขึ้นมันก็ไม่อยากเล่น เพราะเป็นตัวตั้งตัวตี

เลยตัดสินใจขึ้นเวทีแบบเมายาแก้ไข้ แต่พอเห็นคนที่อยู่ด้านล่างเวที ไข้จะกลับ คนเยอะมากกกก ตื่นเวที ลืมมุก เพื่อนส่งมุกมาลืม พูดมั่วไปหมด แต่น้องๆดันขำกับมุกแป๊ก! ซะงั้น แล้ววั้นนั้นก็ผ่านไปอย่างตื่นเต้นโดยละม่อม 555+

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ขึ้นเวที โดยที่ไม่มีใครบังคับ คิดเองเออเอง และ “ลงมือทำเอง”

และแล้วก็ได้มาเรียนที่โรงเรียนใหม่ เป็นโรงเรียนวัดเลยล่ะ แต่ที่นี่มันทำให้ผมโตขึ้น และค้นพบอะไรในตัวหลายอย่างในตัวเอง ไม่เคยจับจอบจับเสียมก็ได้ทำ  (ลูกคุณหนูจริงๆนะเอ็ง…) แต่ยังเรียนไม่ได้เรื่องเหมือนเดิมนะยกเว้นวิชาศิลปะ เกรด 4 ตลอดชิลๆ วิชาอื่นก็ลาก่อย …

โรงเรียนนี้ทำให้รู้จัก “การเล่นกีฬา” เพราะเข้ามาก็มีสนามวอลเล่ยบอลตั้งเด่นอยู่กลางโรงเรียน และมีนักกีฬาตัวโรงเรียนซ้อมกัน ตอนนั้นในใจคิดว่าโคตรเท่ห์เลยว่ะ แต่เราไม่เคยเล่นกีฬาอะไรมาเลย ไม่เคยเลยสักนิดเดียว (โถ… ไอ้เด็กโนเนม) จนขั้น ม.2 โรงเรียนก็ได้สร้างสนามบาสเก็ตบอลเพิ่มขึ้นมา

“โอ้วว !!! น่าสนใจว่าแต่มันต้องทำยังไงนะ โยนลูกเข้าห่วงอย่างนี้เหรอ ??” ผมจึงหัดเล่นแบบงูๆปลาๆ กับเพื่อน เรื่อยมา และนั่นเป็นกีฬาที่ผมรักมันมากจนถึงทุกวันนี้ มีความสุขที่ได้เล่นเสมอ

“เวลาทุกวินาทีนั้นมีคุณค่า จึงไม่ควรเสียไปกับสิ่งที่ไม่ทำให้ตัวเองเติบโตขึ้น”

 

ช่วงเวลาทำงาน จนถึงปัจจุบัน บางครั้งโคตรขาดความมั่นใจ มันคงอาจจะเป็นโดนล้อ โดนดูถูก โดนด่า มาตลอดทาง แต่เราก็ผ่านมันมาได้เสมอ เลยทำให้นึกขึ้นได้ว่าที่ตอนยังเด็กไม่กลัวอะไร เพราะตอนนั้น มันไม่ได้รับพลังลบเข้ามาจึงเดินหน้าทำมันไปเรื่อยๆนั่นเอง

แท้จริงแล้วเราไม่ได้โง่ แต่เรา “ขี้เกียจ”

ณ เวลานี้ ผมเลยปรับวิธีคิดใหม่คือไม่เอา เสียงคนรอบข้างที่เป็นพลังด้านลบ เช่น ทำไม่ได้หรอก , นี่ทำได้แค่นี้เหรอ! , แก่แล้ว , ไม่เก่งทำยาก มาฉุดรั้งบั่นทอนกำลังใจตัวเอง

ฉันเวอร์ชั่นวันนี้ “ต้องดีกว่า” เวอร์ชั่นเมื่อวาน

ก็อยากจะรู้ว่าก่อนตายจะไปได้ถึงไหนเหมือนกัน ตัดบทจบเลยละกัน ไปล่ะ .

Write a Comment

Comment